หนุ่มเมืองคอนฟันธง “เขาจงใจทำแม่ผม” หลังพยาบาลปล่อยให้ออกซิเจนหมดถังขาดอากาศหายใจดับอนาถ





จากกรณีที่ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการร้องเรียนจากนายกฤติพงศ์ หรือ แอมป์  แป้นเอียด  อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 ซอยคอกวัว ถนนราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วยนายเวช คีรีภพ อายุ 70 ปี พ่อเลี้ยง น.ส.ปิยมาศ รำจวน อายุ 40 ปี น้าสาว และนายปรากฎ มากชู อายุ 72 ปี น้าเขยนายกฤติพงศ์ ว่ากรณีการเสียชีวิตของ น.ส.เสรีรัตน์ เพ็ชรศรี อายุ 60 ปี แม่ของนายกฤติพงศ์หลังจากเข้ามีอาการท้องผูกจนอุจาระไม่ออก เละได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2562 ที่ผ่านมา โดยแพทย์ว่าเสียชีวิตเนื่องจากพยาธิสภาพของโรคมะเร็ง ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ญาติ ๆ ทุกคนที่มาร่วมร้องเรียนขอความเป็นธรรมเห็นเป็นประจักษ์ว่านางสาวเสรีรัตน์ เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ เนื่องจากถังออกซิเจนหมดแต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมเปลี่ยนถังออกซิเจนให้จนนางาวเสรีรัตน์ ดินทุรนทุรายเพราะขาดอาหกาศหายใจและเสียชีวิตอย่างสุดเวทนา  และทาง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช กรณีของ น.ส.เสรีรัตน์ ไม่เข้าข่ายที่จะได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามข้อบังคับของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการช่วยเหลือเบื้องต้น ตาม มาตรา 41  กรณีที่ผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2555  อ้างว่าเสียชีวิตเพราะพยาธิสภาพของโรคมะเร็ง จนต้องเข้ายื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการ ฯ ท่ามกลางกระแสการวิพากวิจารณ์อย่างกว้างขวาง

 

 

 

 

 






(18 ก.ย.) นายกฤติพงศ์ หรือ แอมป์  แป้นเอียด  บุตรชายของ น.ส.เสรีรัตน์ กล่าวว่า ในขณะนี้ตนต้องลาออกจากการทำงานเป็นลูกจ้างร้านผ้าม่าน เพราะต้องมาวิ่งเต้นเรื่องของคณแม่ และเนื่องจากครอบครัวยากจนทำให้ตนมีปัญหาเรื่องความเป็นอยู่อย่างมาก โชคดีที่ยังพอมีญาติ ๆ ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายและอาหารการกินบ้าง ในวันเกิดเหตุตอนที่ทางเจ้าหน้าที่และนางพยาบาลไล่คนเฝ้าไข้ห้องศัลยกรรมหญิง ตึกศัลกรรมชั้น 5 ลงทั้งหมดลงมาข้างล่างระหว่างเวลา 08.00-12.00 น. เมื่อถึงเวลาเที่ยงเขาอนุญาติให้กลับเข้าไปเฝ้าไข้ได้ ตนและญาติ ๆ รีบขึ้นลิฟท์ไปชั้น 5 ขึ้นไปถึงเวลา 12.24 น.และเห็นภาพคุณแม่ที่นอนตาค้างนิ่ง ผ้าถุงและแพมเพิสหลุด เหมือนกับคนดิ้นทุรนทุรายก่อนเสียชีวิต ตนเสียใจมากจึงพยายามสอบถามพยาบาลว่าทำไมไม่เปลี่ยนถังออกซิเจนให้แม่ผม  ซึ่งก็มีพี่อุ๊ (นามสมมุติ) พยาบาลหัวหน้าตึกอ้างว่าตอน 12.00 น.พยาบาลมาเห็นแล้วว่าถังออกซิเจนคุณแม่กำลังจะหมด แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาเปลี่ยนให้เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ว่างไปทำงานอย่างอื่นหมด แต่สิ่งที่ตนและญาติ ๆ สะเทือนใจมากที่สุดคือคำพูดของพี่อุ๊ บอกว่าคนเป็นมะเร็งอย่างไรก็ต้องตายอยู่แล้ว เขาพูดเหมือนกับจงใจปล่อยให้แม่ผมขาดออกซิเจนตายเพราะอย่างไรแม่ผมเป็นมะเร็งช่องท้องต้องตายอยู่แล้วไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่หากพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่เปลี่ยนถังออกซิเจนให้แม่ทัน ผมเชื่อว่าแม่ผมยังไม่ตาย เขาจงใจฆ่าแม่ผมชัดเจน

            “ตนยังติดใจการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการ ฯที่นพ.จรัสพงศ์ สุขกรี สาธารณสุขจังหวดนครศรีธรรมราช ได้มีหนังสือตอบกลับมาว่าคณะอนุกรรมการ ฯได้ประชุมครั้งที่ 8/2562 เมื่อวันที่ 30 สิงหามคม 2562 โดยสรุปว่ากรณีแม่ของตนไม่เข้าข่ายที่จะได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามข้อบังคับของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการช่วยเหลือเบื้องต้น ตาม มาตรา 41  ทั้ง ๆ  ที่หลังแม่ผมขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิตและนำศพกลับมาบำเพ็ญกุศลทางคณะกรรมการได้มาสอบสวนปากคำผมและพ่ออย่างละเอียด โดยผมและพ่อให้ข้อมูลอย่างละเอียดว่าเจ้าหน้าที่สะเพร่า บกพร่องไม่เปลี่ยนถังออกซิเจนให้แม่ผมจนทำให้แม่ผมขาดออกซิเจนเสียชีวิต ทำไมคณะอนุกรรมการไม่นำสิ่งที่สอบสวนปากคำผมมาประกอบในการวินิจฉัย  เขาไม่หยิบยกประเด็นเหล่านี้มาประกอบการวินิจฉัยเลย ระบุแต่ว่า เสียชีวิตเพราะพยาธิสภาพโรคมะเร็ง และเสียชีวิตในเวลา 12.30 น. ซึ่งตอนแม่เสียชีวิตแพทย์ไม่ได้ขึ้นมาตรวจพิสูจน์ศพแต่กลับระบุในใบมรณะบัตรว่าแม่เสียชีวิต 12.30 น.ได้อย่างไร ผมยืนยันว่าตอน ภาพปรากฏขึ้นมาเวลา 12.11 น.แม่ผมอยู่ในสภาพแน่นิ่ง ผ้าถุง แพมเพิสหลุดลุ่ย ซึ่งน่าจะเสียชีวิตไปแล้ว จนผมและพ่อขึ้นมา 12.24 น. จึงเข้าไปตรวจสอบพร้อมกันก็พบว่าแม่เสียชีวิตไปแล้ว จนผมและพ่อโวยวาย แพทย์ได้ลงในใบมรณะบัตรว่าเสียชีวิต 12.30 น.มันผิดข้อเท็จจริง”

            นายกฤติพงศ์ หรือแอมป์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ผมจะไม่ยอมให้แม่ผมตายฟรี ๆ แน่ผมจะต่อสู้เรียกร้องขอความเป็นธรรมจนถึงที่สุด โดยในช่วยของเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผมและญาติ ๆ ได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยไว้แล้ว ซึ่งจะรอผลสรุปอีกครั้งว่าคณะอนุกรรมการ ฯจะยืนยันเหมือนเดิมหรือไม่ อย่างไร ตนขอวิงวอนให้นำการให้ปากคำของตนและของพ่อไปประกอบการพิจารณาวินิจฉัยด้วย

 

 

 

            ส่วน น.ส.ปิยมาศ รำจวน น้าสาวของนายกฤติพงศ์ หรือ แอมป์ กล่าวว่า หลายคนเป็นห่วงว่าการที่ตนออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับ น.ส.เสรีรัตน์ ผู้ตายซึ่งน้องสาวของแม่ตน รวมมั้งนายกฤติพงศ์ หรือแอมป์ หลานชายอาจจะกระทบกับหนาที่การงานของตนที่เป็น ผช.ประจำห้องเจาะเลือดของโรงพยาบาลเดียวกันนี้ แต่ตนเชื่อว่าในโลกนี้ยังมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่ และเป็นคนละเรื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน  ตนสงสารนายกฤติพงศ์ หลานชาย ที่ต่อไปไม่มีพ่อและแม่  ส่วนนายเวช คีรีภพ เป็นพ่อเลี้ยงของนายกฤติพงศ์เท่านั้น

            “ในวันเกิดเหตุตนได้ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพถังออกซิเจนที่เกวัดปริมาณออกซิเจนตกมาอยู่ที่เลข 0 รวมทั้งสภาพศพ น.ส.เสรีรัตน์  แต่มีการข่มขู่ตนว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎระเบียบและหากนำไปโพสต์จะผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และได้มีการลบภาพจากโทรศัพท์ของตนไป ตอนนี้ทางญาติ ๆ กำลังหารือกันว่าเรื่องนี้ได้ร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2562 และได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราชแล้วเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2562 จะตัดสินใจเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีความผิดทางอาญากับพยาบาลและเจ้าหน้าที่ ซึ่งเข้าเวรในวันเกิดเหตุทุกคน เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างปล่อยปละละเลยจนผู้ป่วยรายอื่น ๆ อาจจะต้อมาสังเวยชีวิตกับการเขารับการรักษาใน รพ.แห่งนี้อีก”.

ภาพ/คลิป ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช

ข่าว  ยุทธนะ เตมะศิริ /นครศรีธรรมราช





 

 

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน