อุดมการณ์-ฝันนี้ ต้องสานต่อ!!! “เณรเชษฐ์”ศิลปินสายเขียวล้มแล้วลุกขึ้นสู้ร้องเพลงเปิดหมวกระดมทุนสานฝัน“สร้างโรงเรือน อ่านหนังช่วยน้องบนดอย”




เรื่องราวชีวิตที่เกิดความท้อแต่วันนี้ถอยกลับไปไม่ได้ เมื่อศิลปินใต้ดินที่ชื่อว่า “เณรเชษฐ์”  หรือ นายสุรเชษฐ์ จันทองแก้ว อายุ 35 ปี ชาว ต.บางจาก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ออกมาเปิดเผยเรื่องราวชีวิตของตนที่เป็นเด็กหนุ่มมีจิตอาสา และอุดมการณ์ตามความคิดตัวเอง ตั้งทีมรวมกลุ่ม “คนที่มีใจรักเรื่องธรรมชาติ และพืชสีเขียว”  โดยเฉพาะเรื่องสมุนไพรไทย “กัญชาและพืชกระท่อม” ที่ในข้อกฎหมายถูกกำหนดให้เป็น “ยาเสพติดประเภทที่ 5” แต่ในขณะที่แพทย์ไทยและแผนปัจจุบันจากทั่วโลกยืนยันว่าพืชสีเขียวทั้งสองชนิดเป็นพืชสีเขียวที่มีประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลในด้านการเป็นยารักษาโรคร้าย โดยมีการยอมรับกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยกำลังศึกษาหาข้อสรุป แนวทางและขั้นตอนในการนำสารสกัดจาก”กัญชา-พืชกระท่อม”มาใช้ในทางการแพทย์อย่างจริงจังมากขึ้น


“เณรเชษฐ์”  หรือ นายสุรเชษฐ์ จันทองแก้ว กล่าวว่า ตนเห็นด้วยและสนับสนุนแนวคิดที่จะนำ “กัญชาและพืชกระท่อม” มาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ จึงมีการรวมตัวคนทุกรุ่นอายุที่มีแนวคิดแบบเดียวกันทำการก่อตั้ง “สมาคมสายเขียวแห่งประเทศไทย” โดยมีตนเป็นนายกสมาคม ฯ มีนโยบายในการช่วยเหลื่อสังคม ตามความคิดที่ว่าเราควรที่จะทำอะไรให้กับสังคมบ้างเพื่อตอบแทบบุญคุณแผ่นดินเกิด และในที่สุดก็มาได้แนวทางทางวิชาดนตรี ที่เขาและสมาชิกมีความสามารถด้านดนตรีอยู่บ้าง  โดยไปร้องเพลงเปิดหมวกตามตลาดเปิดท้าย ตามร้านอาหาร มีการทำกล่องรับบริจาคเงิน เพื่อนำเงินไปสร้างโรงเรือนสำหรับให้กับเด็กบนดอยในพื้นที่ทุรกันดารได้อ่านหนังสือ

  “ซึ่งก่อนที่ตนจะมาทำโครงการนี้เขาเป็นนักดนตรีและนักร้องใต้ดิน ที่มีผลงานเพลงของตัวเองเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางในหมู่วัยโจ๋ทั่วไปพอสมควร อาทิเพลงเด็กกินท่อมก็มีหัวใจ ,ค่าของคน  และอีกหลายเพลง ที่ทำให้ในภาคใต้รู้จักศิลปิน “เณรเชษฐ์” อย่างกว้างขวางในระดับหนึ่ง

   “เณรเชษฐ์”  กล่าวอีกว่า ตนเป็นผู้ริเริ่มการจัดงานการกุศล “สายเขียว”  เพื่อหารายได้ไปมอบทุนการศึกษาให้เด็กที่มีฐานะยากจนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และนำเงินที่รวบรวมได้จากสมาชิกในกลุ่มสายเขียวไปมอบให้กับคนชราที่ยากไร้ในพื้นที่ด้วย แต่ในช่วงหลังตนโดนกลั่นแกล้งจากกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ที่คิดว่าตนมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ในการจัดงานแต่ละครั้ง และกลุ่มคนเหล่านั้นเป็นคนที่ทำกิจกรรมในลักษณะที่คล้ายของตน แต่เขาทำโดยมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ใส่กระเป๋าตัวเอง  เมื่อประสบปัญหาทำให้ตนเกิดความท้อใจที่จะทุ่มเททำสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม  ตนก็เก็บตัวเงียบไปไม่อยากออกมาตอบโต้อะไรกับคนกลุ่มดังกล่าว

 “จนในที่สุดตนได้มานั่งคิดทบทวน และเห็นว่าหากเรายังเงียบเฉย และท้อถอยกับการทำความดี ละทิ้งความเป็นจิตอาสาและอุดมการณ์ความฝันที่ตั้งไว้ของสมาคมสายเขียวแห่งประเทศไทย นอกจากเราจะขาดโอกาสในการทำความดีแล้ว  ผู้ที่เป็นจุดหมายปลายทางตามที่เราตั้งใจเขาก็จะขาดโอกาสไปด้วย  ซึ่งในสังคมไทยหากคนที่คิดจะทำความดีต่างก็ท้อแท้ ท้อถอยกันหมด เชื่อว่าสังคมไทยจะประสบกับปัญหาที่เลวร้ายมากมากเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจจะถึงกาลแห่งการล่มสบายของสังคมได้ ตนรวบรวมกำลังใจจึงลุกขึ้นมาสู้อีกครั้งเพื่อทำตามความฝันและอุดมการณ์ต่อไป เพราะในความเป็นจริงการเกิดเป็นมนุษย์ไม่มีใครเป็นคนดี หรือเป็นคนชั่วทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ในตัวคน 1 คน มีทั้งพฤติกรรมที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป บางครั้งในช่วงที่เราสำแดงพฤติกรรมดีออกมา คนที่รับรู้ในสังคมก็เรียกเราว่า “คนดี” แต่เมื่อถึงช่วงที่เราสำแดงพฤติกรรมไม่ดีออกมาคนที่รับรู้ในสังคมเขาก็จะเรียกหรือมองเราว่า “คนไม่ดี”  ที่สำคัญในการกระทำของเราบางเรื่องคนมองว่าไม่มีความหมาย ไร้ค่า แต่ในสิ่งเดียวกันนั้นมันอาจจะมีประโยชน์ ทีคุณค่ามหาศาลสำหรับคนอีกส่วนหนึ่งก็ได้”


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน